Retro

2006/Apr/01

Dragonball

ดราก้อนบอล (Dragonball) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นของโทริยาม่า อากิรา
ลงพิมพ์ในนิตยสารโชเนนจัมป์ตั้งแต่ ค.ศ.1984 ถึง ค.ศ.1995
และรวมเป็นฉบับรวมเล่มได้ 42 เล่ม ในประเทศไทยเคยลงตีพิมพ์
ใน ทาเล้นท์ และ ซีโร่ ในช่วงก่อนที่มีลิขสิทธิ์การ์ตูน และหลังจากนั้น
ได้ตีพิมพ์ในหนังสือการ์ตูนบูม ภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัท เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด

เนื้อเรื่องของดราก้อนบอลเกี่ยวกับการผจญภัยของ ซุน โกคู ในการตามหาลูกดราก้อนบอล
เพื่อขอพรหนึ่งข้อจากเทพเจ้ามังกร โดยระหว่างการเดินทางโกคูต้องพบกับเพื่อนฝูงและอุปสรรคต่างๆ

ในฉบับหนังสือการ์ตูนนั้นได้ใช้ชื่อ ดราก้อนบอล ตลอดทั้งเรื่อง
แต่ฉบับภาพยนตร์การ์ตูนได้ใช้ชื่อแตกต่างกันดังนี้

ดราก้อนบอล (Dragon Ball)
- ดำเนินเรื่องตามฉบับหนังสือการ์ตูน นับตั้งแต่เริ่มเรื่องจนถึงการแต่งงานของโกคู
ดราก้อนบอล Z (Dragon Ball Z)
- ดำเนินเรื่องตามฉบับหนังสือการ์ตูนต่อจนจบเล่ม 42ในภาคจอมมารบู
ดราก้อนบอล GT (Dragon Ball GT)
- ดำเนินเรื่องต่อจากภาค Z
แต่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาสำหรับอนิเมะโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวข้องกับฉบับหนังสือการ์ตูน

Goku
ซุน โกคู (อ่านแบบภาษาญี่ปุ่น : ซน โงะกู) หรือ "ซุน หงอคง" หรือ "ซุน โงกุน"
ตัวละครหลักจากการ์ตูนชุด เรื่องดราก้อนบอล และเป็นตัวละครการ์ตูนที่เป็นที่นิยมที่สุดคนหนึ่ง

ซุน โกคู มาจากชื่อ ตัวละคร ซุน หงอคง ในนิยายเรื่องไซอิ๋ว ซึ่งสะกดว่า ซน โงะกู ในภาษาญี่ปุ่นเหมือนกัน

ซุน โกคู เป็นชาวไซย่า และโตที่โลก โดยมีชื่อเดิมว่า"คาคาร็อต" (แผลงมาจากคำว่า แครอท)
มีบิดาที่ชื่อ บาร์ดัค ในตอนเด็กซุนโกคูจะมีหางงอกมาเหมือนลิง
ถ้าเขามองพระจันทร์เต็มดวงเมื่อไหร่เขาจะกลายร่างเป็นลิงยักษ์
ไม่สามารถควบคุมสติได้ แต่มีพลังโจมตีมหาศาล ตอนโตขึ้นมาเขาสามารถพัฒนาพลังต่อสู้
จนผ่านพ้นขีดขั้นของชาวไซย่าปรกติได้ จนกลายเป็น ซูเปอร์ไซย่า โดยผมเปลี่ยนเป็นสีทอง
และมีพลังโจมตีมหาศาล สามารถเป็นซุปเปอร์ไซย่าได้ทั้งหมด 4 ร่าง

ในประเทศไทย ได้มีการแปลชื่อของ ซุน โกคู หลายชื่อ ซึ่งรวมถึง "ซุน โงกุน" และ "ซุน หงอคง"
โดยชื่อจากภาษาญี่ปุ่น ซึ่งอ่านใกล้เคียงกับคำว่า "ซนโงะกู" ในขณะที่เมื่อเขียนเฉพาะชื่อจะอ่านว่า "โกะกู"

สำหรับการแปลชื่อเป็น "ซุน หงอคง" แปลตามที่มาของภาษาญี่ปุ่น ให้สอดคล้องกับเจตนาของผู้แต่ง
ที่ต้องการเชื่อมโยงตัวละครเข้ากับ ซุน หงอคงในเรื่องไซอิ๋ว โดยในภาษาญี่ปุ่น ซุน หงอคง
ในเรื่องไซอิ๋ว สะกดว่า (ซน โงะกู) เหมือนกัน ภายหลังทางสำนักพิมพ์ ได้มีการเปลี่ยนชื่อตัวละคร
ให้ใกล้เคียงกับรากศัพท์เดิมภาษาญี่ปุ่น ในภาษาอังกฤษ ผู้แต่งโทริยามา อากิรา ใช้ชื่อว่า "Son Goku"

ตัวละครบางส่วน

ซุน โกคู เป็นชาวไซย่าที่มีพรสวรรค์และได้รอดจากการระเบิดของดาวเบจิต้าได้และถูกโกฮังเก็บไปเลี้ยง

เบจิต้า พ่อเป็นราชาแห่งดาวเบจิต้าจึงถูกเรียกว่าเจ้าชายเบจิต้า เบจิต้าได้รอดจากการระเบิด
เพราะกำลังทำภารกิจ และได้ทำงานอื่นรวมกับราดิซกับนัปป้า

ซุน โกฮัง (เป็นลูกของซุน โกคู กับ จีจี้) มีพลังที่แฝงอยู่ในตัวสูงกว่าโกคู
และได้น้องอีกคนหนึ่ง ซุน โกเท็น เป็นน้องโกฮังและไม่เคยเจอหน้าพ่อถึงอายุ 7 ขวบเลย

ทรังซ์ เป็นพี่โกเท็น 1ขวบ พ่อคือเบจิต้าและได้ตะลุยตามหาดราก้อนบอลกับปังและโกคู

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของดราก้อนบอล

ตลอดเรื่องดราก้อนบอล โกคูฆ่าศัตรูเพียง 5 ตัว ได้แก่
1. ดรัม (1 ใน 4 ร่างแยกของจอมมารปิคโกโร)
2. จอมมารปิคโกโร
3. ยาคอน (สมุนของบาบิดี้)
4. บูในร่างเด็ก
5. โอเมกา เชนรง (ในภาค GT)

การเล่นคำในชื่อตัวละคร
ชื่อตัวละครในเรื่องดราก้อนบอล มีการนำจากคำศัพท์ทั่วไปในชีวิตประจำวันมาใช้ คือชื่ออาหาร และชื่อเสื้อผ้า
โดยคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ใช้แทนบุคคลในโลก และ คำที่มาจากภาษาอังกฤษ ใช้แทนบุคคลที่มาจากต่างดาวดังนี้

โกฮัง หรือ หงอฮัง - ข้าว
คุริริน - มาจากคำว่า คุริ แปลว่า ลูกเกาลัก
อูรอน - ชาอูหล่ง
หยำฉา - ผักชนิดหนึ่ง
พัว - ชาจีนชนิดหนึ่ง
เทนชินฮัน - ข้าวผัด
เกี๊ยวซ่า
รันจิ - lunch - อาหารเที่ยง

จีจี้ - หน้าอกผู้หญิง
บลูม่า - กางเกงพละขาสั้นผู้หญิง
ทรังคซ์ หรือ ทรังคูส - Trunks - กางเกงพละขาสั้นผู้ชาย

ชาวไซย่า
เบจิต้า - Vegeta - Vegetable -ผัก (ความหมายโดยนัยว่า เป็นหัวหน้าของคนที่มีชื่อผักทั้งหมด)
คาคาร็อต - Kakarrot - Carrot - แครอท
แน็บปะ - Nappa - กระหล่ำปลี
ราดิช - Radish - หัวไชเท้า
ฟรีเซอร์ - Freezer - ช่องแช่แข็ง (ความหมายซ้อนว่า เป็นที่รวมของทุกคน หรือเป็นหัวหน้า)
คูร่าร์ - Kular - Cooler - กระติกน้ำแข็ง

หน่วยรบกีนิว
กีนิว - ลูกกีวี่
ครูโด หรือ เคิร์ด - Gurt - Yogurt - โยเกิร์ต
รีกูม - กูรีม - Cream - ครีม
จีส - Chesse - ชีส - เนยแข็ง
บาตะ - Bata - Butter - เนยเหลว

กลุ่มพ่อมด บาบิดี้ ประกอบด้วย
พ่อมดบีบิดี้
พ่อมดบาบิดี้
จอมมารบู
ซึ่งหากเอาชื่อของทั้ง 3 คนมาเรียงต่อกัน จะกลายเป็นบทร่ายคาถา
ของนางฟ้าทูลหัวในเรื่องซินเดอเรล่า "บีบิดี้ บาบิดี้ บู"

ดราก้อนบอล ถือได้ว่าเป็นการ์ตูนที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทยด้วย
ในเด็กรุ่นผมไม่มีใครทีไม่รู้จักการ์ตูนเรื่องนี้ การ์ตูนที่ทำให้ผมตื่นแต่เช้าในวันเสาร์อาทิตย์
โดยไม่ต้องให้แม่มาปลุกเหมือนวันที่ไปโรงเรียน ผมรู้สึกถึงความทรงจำและความผูกพันธ์ที่มีต่อมัน
และมันก็จะยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป พลัง..คลื่น..เต่า..สะ..ท้าน..ฟ้าาาา....

2006/Jan/15

ดาวพระศุกร์

ดาวพระศุกร์ ศรราม-สุวนันท์

สุวนันท์ คงยิ่ง เป็นนักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียงของไทย รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อว่า "กบ สุวนันท์"
เนื่องจากผลงานของเธอมักจะได้รับการตอบรับที่ดีอยู่เสมอ จนมีการตั้งฉายาว่า นางเอกหมายเลข 1
ของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 สุวนันท์เริ่มต้นอาชีพนักแสดงในปี พ.ศ. 2535
กับบทบาทนางเอกละครพื้นบ้านเรื่อง "มาลัยทอง" แต่จุดเปลี่ยนของอาชีพนักแสดงของเธอ เกิดขึ้นเมื่อ
เธอได้รับการติดต่อให้มารับบทนำในละครหลังข่าวเรื่อง "ผยอง (2536)" ประกบคู่กับศรราม เทพพิทักษ์
ซึ่งเป็นพระเอกหนุ่มที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนั้น หลังจากละครเรื่องนี้ได้แพร่ภาพออกไป
ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนทำให้วลี "เหินฟ้า" จากละครเรื่องนี้กลายเป็นวลีติดปาก
นอกจากละครเรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของสุวนันท์เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้างแล้ว การจับคู่ของพระ-นางในเรื่อง
ยังถือเป็นจุดกำเนิดคู่ขวัญคู่ใหม่ของวงการคือ ศรราม-สุวนันท์ ที่ในเวลาต่อมาก็ได้แสดงคู่กันอีกหลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นละครเรื่อง "ดาวพระศุกร์ (2537)" และ"สายโลหิต (2538)" ซึ่งล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จ
ในระดับสูงทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสวมบทบาท "ดาว" ในละครเรื่อง"ดาวพระศุกร์"
ได้เรียกน้ำตาของผู้ชมอย่างล้นหลาม และขึ้นทำเนียบละครที่มีเรตติ้งสูงสุดเป็นอันดับ 2 ตลอดกาลของไทย
(เป็นรองเพียงเรื่อง "คู่กรรม (2533)" ที่นำแสดงโดย ธงไชย แมคอินไตย์ และ กมลชนก โกมลฐิติ)
แต่จากความดังของเรื่องนี้ส่งผลให้ สุวนันท์ คงยิ่ง ขึ้นทำเนียบนางเอกยอดนิยมคนใหม่ของประเทศไทยนับแต่นั้นมา

ดาวพระศุกร์ ตอนเด็ก(พิ้งกี้) และตอนโต

ดาวพระศุกร์
เรื่องราวของเด็กสาวผู้อาภัพ ที่มีปานรูปหัวใจที่หน้าอกมาตั้งแต่เกิด
เธอได้ถูกสามีภรรยาคู่หนึ่งขอมาเลี้ยง แต่เมื่อมีลูกของตัวเอง ดาวพระศุกร์
ก็ต้องแปรสภาพไม่ต่างจากเด็กรับใช้ ถูกแม่เลี้ยงโขกสับให้ทำงานทั้งวัน
โดยที่ผู้เป็นพ่อเลี้ยงไม่สามารถช่วยอะไรได้

วันหนึ่ง ดาวพระศุกร์ จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เพื่อไปค้นหากำพืดของตัวเอง
และก็จับพลัดจับพลูไปอยู่ในบ้านที่มีแต่หญิงขายตัว แต่เธอก็สามารถเอาตัวรอดจากน้ำมือผู้ชายได้
ด้วยความฉลาดของเธอ ความสวยและฉลาดรู้เข้าไปถึงหู ภาคย์ หนุ่มใหญ่ผู้สง่างาม
เมื่อทั้งคู่พบกัน ภาคย์เกิดความรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก จึงซื้อตัวเธอไปอุปการะ
จึงทำให้เธอได้มีโอกาสพบแม่แท้ๆของเธอ ศศิประภา แต่เธอก็ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้
เพราะแม่ของเธอมีครอบครัวอยู่แล้ว จึงทำให้ทั้งแม่และตัวเธอต้องทนกล้ำกลืน

นอกจากดาวพระศุกร์จะต้องทนเก็บอารมณ์ไม่บอกให้ใครรับรู้ว่าศศิประภาเป็นแม่แท้ๆของเธอแล้ว
เธอก็ยังต้องทนกับอารมณ์หึงหวงของคู่หมั้นของภาคย์ที่ชื่อมาหยารัศมีอีกด้วย

2005/Dec/25

รายการ โลกดนตรี

แกรนด์เอ็กซ์

หรือ ใช้ชื่อเป็นภาษาสากลว่า POP ON STAGE เริ่มปรากฏต่อสายตาท่านผู้ชมเมื่อ พ.ศ. 2514 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ภายใต้การควบคุมดูแลการผลิตของ นายบุญชาย ศิริโภคทรัพย์ และทีมงานคณะ 72 โปรโมชั่น ดำเนินรายการโดย นายเสกสรรค์ ภู่ประดิษฐ์ ซึ่งช่วงนั้นเองเขาก็เป็นนักจัดรายการวิทยุควบคู่กันไปอีกด้วย เป็นรายการแสดงดนตรีสด โดยจะมีคณะดนตรีหรือศิลปินนักร้องมาสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันในแต่ละสัปดาห์ ออกอากาศสดทุกบ่ายวันเสาร์ ความยาวนัดละหนึ่งชั่วโมง ท่ามกลางกระแสเพลงสากลตื่นกรุง ในยุคแรกๆของรายการ ศิลปินที่จะมาบรรเลงกันสดๆให้กับรายการ จะต้องเล่นเพลงสากลหรือเพลงต่างชาติเสียมากกว่าที่จะเล่นเพลงไทย พอเมื่อคณะ ดิ อิมพอสซิเบิ้ล เริ่มปฏิวัติให้วงการเพลง(ไทย)สากลเจริญรุ่งเรืองด้วยเพลงจากฝีมือคนไทย รายการโลกดนตรีก็เคยชวนพวกเค้ามาร่วมรายการแล้ว และก็มีคณะดนตรีต่อๆมาหันมาสนใจเพลงไทยสากลมากขึ้น และได้มาเยือนรายการโลกดนตรีมาหลายต่อหลายคน ยุคต่อมานั้นเองรายการโลกดนตรีจึงย้ายวันเวลาออกอากาศมาอยู่ทุกเที่ยงวันอาทิตย์ เนื่องจากความนิยมที่โยงใยไปถึงผู้ชมทั่วทั้งประเทศได้แล้ว

อ๊อด คีรีบูน

จากบรรยากาศในห้องส่งของ ททบ.5 ทำให้มีจำนวนผู้เข้ามาชมรายการนี้กันจะจะมากขึ้น... และแล้วก็มากขึ้นจนล้นห้องประชุม

เพรสซิเด๊นท์

จนถึงปี พ.ศ.2525 รายการ โลกดนตรี ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์รายการเสียใหม่ โดยย้ายสถานที่จัดการแสดงมาอยู่ที่กลางแจ้ง บริเวณลานชั่วคราวของสถานีฯ เพื่อรองรับผู้เข้าชมมากขึ้นเมื่อนับคนดูแล้วก็ประมาณครึ่งหมื่นคนโดยเฉลี่ย
จัดกันทุกอาทิตย์ และทุกฤดู ฝนฟ้าก็ไม่เป็นใจ ในช่วงฤดูฝนนั้นเอง ที่ทำให้รายการต้องผ่านอุปสรรคขวากหนาม แต่ก็ยังทำโลกดนตรีต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งความต้องการ

ปี พ.ศ.2527 รายการ โลกดนตรี ได้ปรับเปลี่ยนการจัดเวทีให้กลายเป็นเวทีโดยถาวร ลงทุนนับหลายล้านบาทตั้งลานอเนกประสงค์แห่งใหม่อีกที่ แต่อยู่ในเขตพื้นที่ของ ททบ.5 โดยได้เพิ่มเพดานเพื่อรองรับคนดูเผื่อฝนฟ้าไม่เป็นใจ และสามารถรองรับผู้เข้าชมได้มากขึ้น
และช่วงนั้นเอง ที่ทำให้รายการ โลกดนตรี เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ชมทั่วทั้งแผ่นดินสยาม โดยจัดให้อยู่ 1 ใน 20 อันดับรายการโทรทัศน์ที่มีผู้รับชมมากที่สุดในขณะนั้นอีกด้วย

สาว สาว  สาว

ความสำเร็จนั่นเอง ทำให้ได้รับรางวัลการันตีประจำปี จากเมขลา นับตั้งแต่ครั้งแรกที่จัด และโทรทัศน์ทองคำ ด้วยรูปแบบการจัดรายการที่เป็นที่สนใจของผู้ชม ทั้งระบบแสง สี เสียง ฉาก การแสดง และความเป็นกันเองให้กับผู้เข้าชมทั้งในลานโลกดนตรี และทั่วทั้งประเทศ

รายการโลกดนตรี ไม่ได้ไปจัดการแสดงเฉพาะที่ลานของช่อง 5 ที่เดียว ยังได้รับการยินยอมจากสถานที่สำคัญในต่างจังหวัดของประเทศไทย รวมถึงสถานที่สำคัญในต่างประเทศ ให้นำทีมงานรายการโลกดนตรีไปจัดการแสดงกันถึงที่นั่น ในบางโอกาส
ยกตัวอย่างกรณี คณะคาราบาว และผองเพื่อนศิลปิน ไปแสดงสดโลกดนตรีสัญจรที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2531 โดยได้ถ่ายทอดสดไปยังผู้ชม ณ ที่นั่น และในเมืองไทยของเราด้วย

และเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2534 เหตุการณ์ที่น่าภูมิใจของวงการโทรทัศน์ไทยก็เกิดขึ้น (และอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในวงการทีวีเมืองไทย) เมื่อทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยความร่วมมือของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3, 5, 7 และ 9 ได้จัดรายการพิเศษวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ออกอากาศให้ชมกันทั้งวัน ตั้งแต่ 10.00- 24.00น. โดยรายการ โลกดนตรี ก็ถือเป็นหนึ่งรายการในวันนั้นด้วย มีการแสดงสดของเหล่าศิลปินจากหลากหลายค่ายเพลงในสมัยนั้น วันนั้นเองทางรายการได้ให้เวลาการแสดงอย่างจุใจถึง 3ชั่วโมง เพื่อถ่ายทอดไปยังผู้ชมทีวีโดยพร้อมกันทุกช่อง ไม่ว่าจะเลือกดูช่องใดก็แล้วแต่

อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความทรงจำให้กับรายการ นั่นก็คือ ผู้ที่เข้ามาชมรายการโลกดนตรี ณ ลานโลกดนตรี จะได้รับนิตยสาร โลกดนตรี รายเดือน ที่ทางรายการจัดทำขึ้นเพื่อเอาใจผู้ที่ติดตามชมรายการโลกดนตรีโดยเฉพาะ โดยที่ไม่มีวางขายตามท้องตลาด ยกเว้นแต่เพียงสั่งซื้อทางไปรษณีย์เท่านั้น สำหรับคนที่ไม่สะดวกในการไปเข้าชมตัวเป็นๆได้ หลังจากได้ชมตัวเป็นๆแล้ว หนังสือโลกดนตรี ที่ท่านได้จะเก็บไว้กลับบ้านเป็นที่ระลึก ราวๆกับแจกหนังสือในงานศพนั่นแหละ

อีกสิ่งที่ขอเรียกได้ว่า เกิด มุก เด่นที่สุดประจำรายการในยุคอันคลาสสิคที่สุค คือ มีช่วงตอบคำถามประจำสัปดาห์ โดยในแต่ละสัปดาห์ พิธีกรจะถามให้ผู้ชมทางบ้านตอบมาว่า ศิลปินที่มาร่วมรายการในสัปดาห์นั้นทำอะไรอยู่ ร้องเพลงกี่เพลง? ของรางวัลสำหรับผู้โชคดีที่ตอบถูก จะได้รับนาฬิกา สำหรับสุภาพบุรุษหนึ่งเรือน สำหรับสุภาพสตรีหนึ่งเรือน.... แจกกันทุกอาทิตย์เลยครับ

และอีกมุกที่ลืมมิได้ คือ เอกลักษณ์ประจำรายการ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ประจำรายการ ไตเติ้ลก่อนเข้าสู่รายการที่มีภาพเหล่าศิลปินที่มาเยือนรายการโลกดนตรีตลอดปีที่ผ่านมา โดยจะเปลี่ยนไตเติ้ลกันทุกปี
และ... เสกสรร ภู่ประดิษฐ์ ถือเป็นพิธีกรที่ยืนเคียงข้างคนง่ายคนยากมานานนับตั้งแต่รายการเริ่มมีมา เขารับหน้าที่แบบเดี่ยวๆ และจะกล่าวให้ผู้ชมทราบในแต่ละช่วงก่อนที่ศิลปินนักร้องประจำสัปดาห์จะขึ้นมาบรรเลงเท่านั้น ไม่มีการคุยกับนักร้องที่มาขึ้นเวทีต่อหน้าผู้ชม ยกเว้นเพียงเบื้องหลังเท่านั้นที่อาจได้เห็น สำหรับคนที่เข้าไปดูกันจะจะ

รายการ โลกดนตรี ถือเป็นต้นแบบรายการแสดงดนตรีแบบOut Door ทางหน้าจอโทรทัศน์ของเมืองไทย จนทำให้มีรายการจากทีวีช่องอื่นๆขอจองรูปแบบการจัดรายการเช่นโลกดนตรี ไปทำเป็นรายการจัดการแสดงเพื่อออกอากาศทางทีวีแต่ละช่อง รายการต่อมาที่ปูทอดมาจากโลกดนตรี ก็เช่น 7สีคอนเสิร์ต เป็นต้น

แต่แล้ว.. รายการ โลกดนตรี ก็ปิดตำนานความคลาสสิคในที่สุดที่ช่อง 5 เมื่อปลายปี พ.ศ.2539 โดยก่อนหน้าที่จะปิดตำนานได้ย้ายไปจัดการแสดงไปอยู่ที่ที่โลกดนตรีเพิ่งย้ายไปจัดกลางแจ้งที่ลานชั่วคราว ไม่ใช่กลางแจ้งมีเพดานที่ใช้อย่างถาวรอีกต่อไป

โลกดนตรี ยังไม่หยุดความต้องการของเหล่าสาวก เรื่องดีๆก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อรายการโลกดนตรี ได้ย้ายวิกไปอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ทีวีเสรีที่สุดในขณะนั้น สิ่งที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ พิธีกรเจเนอเรชั่นใหม่ และสถานที่จัดการแสดง โดยย้ายไปจัดแสดงกันที่หน้าห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิล์ดลาดพร้าว และหน้าเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ ตามลำดับ

แต่แล้วก็ปิดฉากความคลาสสิคในที่สุด...อีกแล้ว เมื่อปลายปี พ.ศ.2543 เนื่องจากในบางนัดคนที่เข้ามาชมกลับไม่ค่อยให้ความสนใจกันมากเท่าที่ควร และช่วงนั้นเองไอทีวียังไม่ครอบคลุมสัญญาณให้ครบทุกจังหวัดในประเทศไทยเช่นทุกวันนี้ และช่วงนั้นเองเรื่องของไอทีวีก็ถูกตีแผ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ติดต่อกันแทบจะหลายวัน กรณีชินคอร์เปอเรชั่นเข้ามาบริหารไอทีวี ทำให้ผู้บริหารและพนักงานบางส่วนต้องยื่นใบลาออกจากไอทีวีกลายเป็นกบฏในคราต่อมา โลกดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องลาออกจากไอทีวีด้วย....

และในปี พ.ศ.2549 คงได้พบกับความครื้นเครงให้กับผู้ชมอีกครั้งที่รายการรุ่นเก๋า "โลกดนตรี" และบ้านหลังเก่า "ช่อง5"

2005/Oct/16

ตำนานเด็กดี

บทที่ 1

เช้าวันเสาร์ แม่ชวนมานีไปซื้อกับข้าวที่ตลาด มานีช่วยหิ้วตะกร้าให้แม่ ในตลาดมีคนมากและมีของขายหลายอย่าง ของกินก็มี ของใช้ก็มี

แม่ถามราคาและเลือกซื้อแต่ของดีที่ราคาไม่แพงจนเกินไป แม่ซื้อผ้า หวี สบู่ และของกินหลายอย่าง มีเกลือ มะนาว ปลาทู ไข่และไก่ แม่จะซื้อหมูกับเนื้อด้วยแต่ไม่มีขาย เพราะวันนั้นเป็นวันพระ มานีเห็นผลไม้น่ากินหลายอย่าง มีเงาะ ลำไย น้อยหน่า จึงขอให้แม่ซื้อเงาะ

สายแล้วแม่ยังซื้อของไม่เสร็จ มานีเดินตามแม่อยู่นานจนหิว มองเห็นร้านนึงมีของกิน น่าอร่อยและราคาไม่แพงเพราะมีป้ายบอกไว้ มานีจึงชวนแม่เข้าไป แม่เห็นว่าบ้านอยู่ไกลตลาดจึงพามานีเข้าไปซื้อกิน ในร้านมีคนมาก

แม่พูดว่า "ร้านนี้ทำของอร่อย จึงมีคนมากินกันมาก"
มานีพูดกับแม่ว่า "เขาคงได้เงินมากนะคะแม่"
"ถ้าขายดีก็ได้เงินมากซีลูก" แม่ตอบ
"คนขายของได้เงินมากทุกคนหรือคะแม่" มานีถาม
"บางคนก็ได้มาก บางคนก็ได้น้อย ถ้าใครได้น้อย ก็ต้องพยายามทำของให้ดีๆจึงจะมีคนซื้อ" แม่ตอบ
"มานีอยากขายของบ้าง เราจะได้มีเงินมากๆ" มานีบอกแม่
แม่ยิ้มด้วยความพอใจ แล้วบอกกับมานีว่า "ดีแล้วลูก"


บทที่ 2

เมื่อแม่และมานีกลับจากตลาดก็เข้าครัว ในครัวมีเตา มีตู้ใส่กับข้าวอยู่ข้างฝา ของทุกอย่างสะอาด เพราะแม่ทำอาหารอยู่เสมอ

มานีชอบดูแม่ทำกับข้าว เพราะอยากทำกับข้าวเก่งเหมือนแม่ จึงช่วยแม่ล้างผัก หม้อ กะทะ และช่วยตักน้ำ บางทีก็พัดไฟในเตาให้

มานะกับพ่อกำลังทำงานอยู่ในสวนหลังบ้าน พ่อปลูกผักหลายอย่าง มานะช่วยตักน้ำรดผัก พ่อปลูกพริกและมะเขือด้วย มานะชอบดูดอกมะเขือสีม่วง พ่อเก็บพริกไปให้แม่เก็บไว้ทำกับข้าวเวลาจะแกง แม่เลือกใช้แต่พริกแห้งสีแดง น้ำพริกแกงในครกจึงมีสีแดงน่ากิน แม่ชอบแกงปลาใส่มะเขือ

ถ้าในสวนมีหญ้ารกมาก ต้นไม้จะไม่งาม พ่อต้องเอาหญ้าออกเสมอ พ่อสอนให้มานะรู้จักใช้จอบและเสียมทำสวน มานะใช้เสียมแซะกอหญ้าให้รากมันออกมาด้วย เขาเก็บหญ้าแห้งไปไว้ที่ใต้ต้นไม้ใกล้รั้ว มีคางคกหลายตัวกระโดดออกมาจากริมรั้ว มานะไม่กลัวคางคก จึงนั่งพักใต้ต้นไม้

พอทำกับข้าวเสร็จแล้ว แม่ให้มานีไปบอกพ่อกับมานะมากินข้าว พ่อกับมานะขอไปอาบน้ำก่อน เมื่อกำลังกินข้าวอยู่ พ่อบอกกับแม่ว่า มานะช่วยทำงานได้มาก ช่วยปลูกผัก ตักน้ำรดผัก และแซะรากหญ้า แม่บอกว่า ถ้าปลูกผักได้มากๆ แม่กับมานีจะเอาไปขายที่ตลาด มานะเล่าให้มานีฟังว่า เขาไปช่วยพ่อทำงานในสวนพบคางคกหลายตัว แล้วเขาก็ทำท่ากระโดดเหมือนคางคก แม่บอกว่าอย่าเล่นเวลากินข้าว


บทที่ 3

เช้าวันเปิดเรียน อากาศแจ่มใส มานีกับชูใจเดินไปโรงเรียนด้วยกัน เด็กทั้งสองเดินคุยกันอย่างมีความสุข พอผ่านประตูโรงเรียน มานีก็พูดกับชูใจว่า
"ชูใจ เธอรู้ไหม ฉันดีใจมากที่โรงเรียนเปิด ฉันคิดถึงคุณครูไพลิน"
"ฉันก็เหมือนกัน ฉันคิดถึงคุณครูไพลินและคิดถึงพวกเราทุกคน" ชูใจพูดขึ้นบ้าง

ก่อนเวลาโรงเรียนเข้า นักเรียนคุยกันเสียงดัง เพราะไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน เมื่อธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว ครูใหญ่กล่าวต้อนรับนักเรียน นักเรียนพอใจ และทุกคนตั้งใจจะเป็นนักเรียนที่ดีของโรงเรียน

ครูไพลินเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทักมานีอ้วนขึ้น ชูใจผอมไปนิด แต่สูงขึ้น ปิตินุ่งกางเกงใหม่

เมื่อทักทายกับนักเรียนทุกคนแล้ว ครูไพลินแนะนำให้รู้จักนักเรียนใหม่สองคน คือ เด็กชายสมคิดกับเด็กหญิงดวงแก้ว นักเรียนเก่าทุกคนปรบมือดีใจที่ได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น

หลังจากพูดคุยกันถึงเรื่องราวตอนปิดเรียนอีกเล็กน้อย ครูไพลินให้ปิติอ่านหนังสือเรียนภาษษไทยที่เรียนมาแล้ว ปิติอ่านได้ ครูไพลินชมว่าเก่งมาก แล้วเรียกชูใจให้อ่านต่อ ชูใจมัวแต่คุยกับเพื่อนใหม่ ก็งง ไม่รู้ว่าจะอ่านตรงไหน ครูไพลินจึงแนะนำว่า
"เวลาเรียน หรือมีใครพูดอะไรให้ฟัง ต้องตั้งใจฟัง ถ้าไม่ฟังอาจจะไม่รู้เรื่อง" แล้วครูไพลินให้ปิติบอกชูใจว่าอ่านถึงตรงไหน สมคิดลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า
"ผมบอกได้ครับ ให้ผมบอกดีกว่า"
"ครูเชื่อว่าสมคิดบอกได้ แต่ครูเรียกให้ปิติบอกก่อน ชูใจอ่านแล้ว ครูจะให้เธออ่านต่อ" ครูไพลินพูด

เมื่อนักเรียนอ่านหลายคนแล้ว ครูไพลินจึงให้นักเรียนออกมาเขียนคำต่างๆบนกระดาน


บทที่ 4

วันหยุดเรียน วัระชวนมานะและปิติไปเที่ยวป่าใกล้ไร่แตงโมของลุง ข้างๆไร่เป็นทุ่งนามีหญ้าเขียว ชาวนาจูงวัวควายไปเลี้ยง ในทุ่งนามีบึงกว้าง นกหลายตัวเดินหาปลาอยู่ตามริมบึง

เด็กทั้งสามพากันเข้าไปในป่า เขาเห็น!เล็กๆหลายอย่าง มีแมลงสีสวยบินอยู่เหนือดอกไม้ กิ้งก่าชูคอจ้องจะจับแมลง มานะชี้ให้ปิติดูจิ้งเหลนวิ่งไล่กันน่าสนุก ปิติมัวดูจิ้งเหลินจนเกือบเหยียบอึ่งอ่างที่ใต้ใบไม้

วีระได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้อง พอเดินเข้าไปใกล้มันก็หยุด เขามองหาตัวไม่เห็น เพราะมีใบไม้แห้งบังตัวมันอยู่

ปิติพูดว่า "ป่านี้มีช้างไหมวีระ"
วีระตอบ "ไม่มี แต่น่าจะมีกวางและลิง เราเดินอยู่ที่นี่คงไม่พบมัน"
"พ่อเล่าว่าที่สวน!มี หมี ช้าง กวาง และ!ต่างๆขังกรงไว้ให้คนดู และพ่อจะพาฉันกับมานีไปดูในไม่ช้านี้" มานะพูด

เด็กทั้งสามเห็นรังนกอยู่ตามกิ่งไม้ ปิติอยากได้รังนกจึงขึ้นไปตามต้นไม้ มานะสงสารนกกลัวมันจะไม่มีที่อยู่ และบนต้นไม้ก็มีรังผึ้งด้วย ถ้าผึ้งต่อยปิติ เขาก็จะตกลงมา มานะจึงบอกให้ปิติลงจากต้นไม้ พอดีมีผึ้งบินมาเกาะหัวปิติ ปิติรีบลงจากต้นไม้ เด็กทั้งสามกลัวผึ้งต่อย จึงวิ่งหนีกลับบ้าน


บทที่ 5

ดวงแก้วเอามือลูบหลังสีเทาเบาๆแล้วบอกกับชูใจว่า "แมวของเธอน่ารักจริงนะ สีสวย ขนเรียบ และสะอาดดี"
ชูใจยิ้มและพูดว่า "ดวงแก้ว ช่วยหยิบลูกโป่งที่ข้างโอ่งน้ำให้ฉันด้วย ฉันจะเอามาให้สีเทาเล่น มันชอบเล่นลูกโป่งมาก"

ดวงแก้วหันไปหยิบลูกโป่งมาส่งให้ชูใจพร้อมกับถามอย่างสนใจ "เธอซื้อจากที่ไหนจ๊ะ ฉันอยากได้บ้าง"
"เขาขายที่ข้างวัด ย่าซื้อมาให้เมื่อเช้านี้" ชูใจตอบ สีเทาเล่นลูกโป่ง ที่ลูกโป่งมีรูปปลา มันพยายามจะจับปลาที่ลูกโป่งให้ได้ ดวงแก้วชอบใจและบอกกับชูใจว่า
"สีเทาคงคิดว่าปลาที่ลูกโป่งเป็นปลาจริงๆนะชูใจ"
ชูใจบอกว่า "ใช่" แล้วถามว่า "เธอเลี้ยงแมวบ้างหรือเปล่า"
"บ้านป้าที่ฉันอยู่ด้วย มีแมวสองตัว ตัวแรกชื่อทองคำ อีกตัวหนึ่งชื่อทองแดง เจ้าทองคำน่ารักดี แต่เจ้าทองแดงไม่ค่อยน่ารัก" ดวงแก้วบอก

ชูใจสงสัยจึงถามว่า "มันเป็นอย่างไรล่ะ"
"เวลาฉันเอาข้าวให้มันกิน เจ้าทองแดงกินเลอะเทอะ ส่วนเจ้าทองคำกินอย่างเรียบร้อย พอมันกินอิ่มแล้ว มันจะไปกินน้ำในอ่างเล็กๆที่ฉันหาไว้ให้มัน" ดวงแก้วตอบ

"แมวของเธอจับหนูเก่งไหม สีเทาของฉันจับเก่งมาก" ชูใจกล่าวพร้อมกับลูบหลังสีเทา
"เก่งซี ตอนกลางวันมันจะนอนเงียบ แต่พอตอนกลางคืน จะวิ่งจับหนูเกือบทุกคืน บางทีก็วิ่งชนกองหนังสือ กระป๋อง หรือไม่ก็ของในครัว ฉันต้องคอยเก็บอยู่เสมอ" ดวงแก้วเล่า

"สีเทาของฉันก็ซนเหมือนกัน มันชอบเล่นถุงและกระดาษห่อของ วันหนึ่งปิติเก็บแตงกวาจากไร่ เขาแบ่งใส่ถุงกระดาษให้ย่า มันเล่นจนถุงแตงกวาแตก" ชูใจเล่า

ดวงแก้วคุยกับชูใจอยู่นาน ได้ยินเสียงกลองจากวัดดังขึ้น จึงถามชูใจว่า "สิบเอ็ดนาฬิกาแล้วใช่ไหม" ชูใจตอบว่า "ใช่"
"ฉันอยู่ที่นี่หลายชั่วโมงแล้วซี ฉันจะต้องกลับบ้านล่ะ" ดวงแก้วจึงลาชูใจกลับบ้าน


ที่มา: หนังสือแบบเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ( ชุด มานะ มานี )

มานี ชูใจ